วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ผิวพรรณ


ระบบผิวหนัง และ ห่อหุ้มร่างกาย ( Intergumentary System) 



                ผิวหนัง(Skin)เป็นระบบห่อหุ้มร่างกาย( Integumentary system)ที่มีพื้นที่มากที่สุดของ


หน้าที่ของผิวหนัง
1.    รับความรู้สึกต่างๆ
2.   ป้องกันแสงต่างๆไม่ให้เข้าไปในร่างกาย
3.    ควบคุมความร้อนในร่างกาย
4.    ห่อหุ้มร่างกาย
5.     ขับถ่ายของเสีย
6.     ดูดซึมหรือขับไขมันไปหล่อเลี้ยงเส้นผม    หรือขน
7.    ขับสิ่งต่างๆที่อยู่ในผิวหนัง

การเสริมสร้างการทำงานของระบบผิวหนัง
1.   นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ
2.    ออกกำลังกายเป็นประจำ
3.     ดื่มน้ำสะอาดมากๆ
4.    ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน
5.    รับประทานอาหารให้ครบ หมู่
6.     สวมเสื้อผ้าที่สะอาด พอดีตัว ไม่คับหรือหลวมเกินไป
7.     อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด
8.    รักษาสุขภาพอย่าให้เป็นแผล
9.    ทาครีมบำรุงผิวที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับวัย

ความผิดปกติของผิวหนังที่พบบ่อย

1.   สิว(Acne) เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศในช่วงวัยรุ่น หรือ เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในต่อมไขมันใต้ผิวหนังมีมากผิดปกติ
2.   ตาปลา(Corn) เกิดจากแรงกดหรือแรงเสียดสีผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ มักเกิดบริเวณนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้า เนื่องจากใส่รองเท้าคับเกินไป
3.   กลิ่นตัว(Odour) เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของกรดไขมันจากต่อมเหงื่อเซลล์บุผิวที่ตายแล้ว เหงื่อรวมกับแบคทีเรียและความชื้นเกิดเป็นกลิ่นตัว ถ้ามีกลิ่นตัวแรงอาจใช้สารส้มหรือลูกกลิ้งระงับกลิ่นทาบริเวณรักแร้หลังอาบน้ำทุกครั้ง
4.  โรคราที่เท้าหรือฮ่องกงฟุต(Hong kong’s foot) หรือโรคเท้านักกีฬา (Athlete’s foot) เกิดจากเชื้อราที่เท้า เนื่องจากรองเท้าอับชื้นหรือลุยน้ำสกปรก ทำให้มีอาการคันบริเวณซอกนิ้ว การป้องกันและรักษาทำได้โดยการล้างเท้าให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง
5.   ผิวหนังแห้งกร้าน(Dry’s skin) เกิดจากสภาพแวดล้อมผิดปกติ เช่นอากาศ ร้อนจัด อากาศแห้งมาก หรือฟอกสบู่บางชนิด เป็นต้น ควรใช้ครีมทาผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังไว้
6.  เกลื้อน(Tinea versicolor) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว แขน ขา คอ หน้า เป็นต้น พบมากในผู้ประกอบอาชีพที่อยู่ในอุณหภูมิสูงมีเหงื่อออกมาก มีความชื้นสูง หรือสกปรกเปรอะเปื้อนพวกไขมันและฝุ่นละออง ควรใช้ขี้ผึ้งรักษากลากเกลื้อนทาบริเวณที่เป็น ถ้ามีอาการลุกลามควรปรึกษาแพทย์
7.   กลาก(Ring worm)เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราหลายชนิดที่เกิดขึ้นทั่วไปตามร่างกายมีลักษณะเป็นวง แต่ส่วนขอบนั้นนั้นจะนูนสูงแดงมีเม็ดตุ่มพองน้ำเล็กๆ ป้องกันและรักษาเช่นเดียวกับเกลื้อน
8.    ฝี (Abscess) เกิดจากเชื้อบัคเตรีชนิดหนึ่งซึ่งมีบนผิวหนังทั่วไป มีลักษณะบวมแดงจนกลายเป็นหนอง
9.   เล็บขบ(Ingrown nail) มักเป็นกับนิ้วหัวแม่เท้าที่เกิดจากการงอกของเล็บที่กดลึกเข้าไปในเนื้อบริเวณซอกเล็บ ทำให้เกิดความเจ็บปวด ป้องกันได้โดยไม่ควรตัดเล็บสั้นจนเกินไป
10.  เชื้อราที่เล็บ(Tinea ungium) มักเป็นกับผู้ทำงานที่ทำให้มือต้องเปียกน้ำเป็นประจำ หรือเท้าอยู่ในที่อับชื้น ป้องกันโดยตัดเล็บให้สั้น รักษาเล็บให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ
11.   ผมร่วง(Alopecia) ผมของคนเราจะร่วงได้ตามธรรมชาติแล้วงอกขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา แต่ถ้าร่วงมากกว่าปกติอาจมีสาเหตุจากการขาดสารอาหาร การเจ็บป่วยด้วยโรค เชื้อรา หรือแพ้ยาสระผมเป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงการเป่าผมด้วยความร้อน การย้อมผม การดัดผม และเมื่อเกิดความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
12. รังแค(Dandruff) เกิดจากผิวหนังหรือเซลล์ที่ตายแล้วแห้งหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นหรือเป็นขุยๆ มักเกาะติดอยู่กับเส้นผม ทำให้คันศีรษะและเป็นสาเหตุของผมร่วงได้ ป้องกันโดยสระผมด้วยยาสระผมอย่างอ่อนๆ หากรังแคยังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์
 ที่มา : สรุปความคิดรวบยอด ม.4-5-6 ฉบับพิชิต O-NET ม.6 (HI-ED)


ตัวอย่าง สิ่งที่เจริญเปลี่ยนแปลงไปจากผิวหนัง


เล็บ








เจริญมาจากหนังกำพร้า เป็นแผ่นแข็งยืดหยุ่นได้ อยู่ ทางด้านหลังของปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าปล้องสุดท้าย

เล็บมีลักษณะโปร่งแสง มีส่วนที่ยื่นพ้นปลายนิ้ว ซึ่งไม่มี หลอดเลือดและประสาทมาเลี้ยง ซึ่งเป็นส่วนที่เราตัดออก และตกแต่งให้สวยงามได้

ส่วนของเล็บที่ฝังอยู่ในหนัง เรียกว่า รากเล็บ และสองข้างของเล็บมีผิวหนังยื่นมาคลุมเล็กน้อย
ทางด้านลึกของเล็บมีปลายประสาทรับความรู้สึกมากมาย ดังนั้นเมื่อเป็นฝี มีดบาดหรือหนามตำใต้เล็บ จึงเจ็บปวดมาก และมีหลอดเลือดมาเลี้ยงมาก สีของเลือดจึงสะท้อนผ่านเล็บ ทำให้เล็บมีสีชมพูในคนปกติ ในขณะเป็นโรคโลหิตจางจะมีสีซีดขาว
การงอกของเล็บเฉลี่ยประมาณ ๑ มิลลิเมตร ใน ๑ สัปดาห์ หรือ ๓ มิลลิเมตร ใน ๑ เดือน เล็บเท้างอกช้ากว่าเล็บมือ เมื่อเล็บถูกดึงหลุดไป จะมีเล็บใหม่งอกขึ้นมาได้


ขนหรือผม




ผิวหนังตัดตามยาว แสดงให้เห็นขนหรือผม

ขนหรือผมเจริญมาจากหนังกำพร้าชั้นลึก
ขนเจริญเกือบทั่วทั้งร่างกาย ยกเว้นในบางแห่งเท่านั้น เช่น หัวนม สะดือ ขอบปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และด้านหลังของนิ้วปล้องสุดท้าย
ขนมีความยาว ความหยาบ ความหนาแน่น รูปร่าง และสีแตกต่างกันในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ลักษณะของขนเหล่านี้แตกต่างกันตามอายุ เพศ และเชื้อชาติด้วย เช่น เชื้อชาติมองโกเลียนมีเส้นผมกลมและตรง เชื้อชาตินิโกรมีเส้นผมแบนและหยิก และเชื้อชาติคนผิวขาวมีเส้นผมรูปรีและหยักศก
ขนหรือผมประกอบด้วย สารที่ไม่นำความร้อน ดังนั้นจึงช่วยป้องกันความร้อนได้ เช่น นำขนสัตว์มาทำเสื้อกันหนาว ขนในที่บางแห่งหนาแน่น ก็ป้องกันการเสียดสีกระทบกระเทือนได้ สัตว์บางชนิดใช้ขนเป็นอวัยวะรับความรู้สึก เช่น แมวหากินกลางคืน ก็อาศัยหนวดคลำทาง

ต่อมเหงื่อ 





พบได้ในผิวหนังเกือบทุกแห่งของร่างกาย มีจำนวนมากมาย ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งมีท่อเปิดที่ยอดของสันผิวหนัง

ต่อมมีลักษณะเป็นท่อยาว ส่วนลึกของท่อขดไปมาจน เป็นก้อนกลมหรือก้อนรูปไข่ ขนาด ๐.๑-๐.๕ มิลลิเมตร อยู่ในเยื่อใต้หนังหรือในส่วนลึกของหนังแท้ ส่วนนี้ทำหน้าที่หลั่งเหงื่อ ส่วนตื้นของท่อผ่านหนังแท้และหนังกำพร้า เปิดสู่ผิวเป็นรู รูปกรวยเล็กๆ เรียกว่า รูเหงื่อ ซึ่งอาจเห็นได้เมื่อใช้แว่นขยาย โดยเฉพาะที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
บางแห่งไม่มีต่อมเหงื่อ เช่น หัวนม ขอบริมฝีปาก แอ่ง ใบหู และส่วนลึกของรูหู
ต่อมเหงื่อทั้งหมดมีประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ต่อม มีมาก ที่สุดที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และน้อยที่สุดที่หลังและขา
ต่อมเหงื่อเจริญจากหนังกำพร้าชั้นลึก งอกลึกลง ไปในหนังแท้และเยื่อใต้หนัง เริ่มปรากฏที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ในเดือนที่ ๔ ของทารกในครรภ์ ท่อต่อมเหงื่อจะเปิดสู่ผิวในเดือนที่ ๗ ของทารกในครรภ์
เหงื่อออกจากต่อมเหงื่อทั้งหมดประมาณ ๗๐๐-๙๐๐ กรัม ใน ๒๔ ชั่วโมง เมื่ออากาศร้อน ขณะพักผ่อนเหงื่อออก ๒๐๐ กรัม ใน ๑ ชั่วโมง และขณะทำงานอาจออกถึง ๙๐๐ กรัมใน ๑ ชั่วโมง เหงื่อจะเริ่มออกเมื่ออุณหภูมิของร่างกายสูงกว่าปกติ ๐.๒-๐.๕ องศาเซลเซียส แต่ที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้าไม่มีปฏิกิริยาต่อ อุณหภูมิ เหงื่ออกจากส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เท่ากัน เหงื่อ ออกจากลำตัว ประมาณ ๕๐% จากศรีษะและแขนประมาณ ๒๕% และจากขาประมาณ ๒๕%
เหงื่อมีฤทธิ์เป็นกรดจากกรดแล็กติก และประกอบด้วย โซเดียมคลอไรด์เป็นส่วนใหญ่มี ยูเรีย (Urea) และแล็กเตต (lactate) เล็กน้อย




ผิวหนังร่างกาย แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ดังนี้


1.  หนังกำพร้า (Epidermis)
     หนังกำพร้า ประกอบด้วยเซลล์หลายๆชั้น ซึ่งเซลล์ชั้นนอกสุดเป็นเซลล์ที่ตายแล้วพร้อมที่จะหลุดเป็ไคล(Keratin) ส่วนที่บางที่สุด คือบริเวณหลังตาและหลังหู ส่วนที่หนาที่สุด คือ ฝ่าเท้าและฝ่ามือ ผิวหนังแต่ละคนจะมีสีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเซลล์ที่เรียกว่า เมลานิน(Melanin pigments)
2.    หนังแท้ (Dermis)
      หนังแท้ เป็นชั้นที่อยู่ใต้หนังกำพร้า ประกอบด้วยโครงสร้างต่างๆมากมาย ได้แก่ กระเปาะ(Follicle) ต่อมเหงื่อ(Swet gland) ต่อมไขมัน( Sebaceous gland) เส้นเลือด(Blood vessel) เส้นประสาท(Nerv)และกล้ามเนื้อมัดเล็กๆจำนวนมาก

      3.  ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutis)
           เป็นส่วนล่างสุดของโครงสร้างผิวหนัง เป็นชั้นที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ช่วยรักษาแรงกระแทกและ
           สะสมพลังงาน  ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยไขมันและไฟเบอร์ซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องอวัยวะที่อยู่ลึกลงไป                  ช่วยทำให้ผิวหนาและนุ่ม ท าหน้าที่คล้ายผ้าห่มที่คอยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ดังจะพบได้ว่า คนอ้วนซึ่งมีชั้น              ไขมันใต้   ผิวหนังหนากว่าคนผอมจะขี้ร้อนและรู้สึกอบอุ่นกว่าคนผอมเมื่อฤดูหนาวมาถึง
           เมื่ออายุมากขึ้นเซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังจะมีน้อยลง ส่งผลให้ผิวบางลง ไม่ยืดหยุ่นเหมือนก่อน และเริ่มมี
           ริ้วรอยมากขึ้น หากสังเกตให้ดีเราจะพบว่าผู้มีน้ำหนักมากหรือ ค่อนข้างเจ้าเนื้อจะไม่ค่อยประสบปัญหานี้สัก                  เท่าไรเนื่องจากมีเซลล์ไขมันที่ช่วยท าให้ผิวยืดหยุ่นตัวได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม ชั้นไขมันดังกล่าวจะลดลงเมื่อ                เวลาผ่านไป ท าให้เกิดการหย่อนคล้อย และเกิดเป็นริ้วรอยเหี่ยวย่นในที่สุด   ชั้นลึกลงมาจากชั้นหนังแท้จะเป็น            ชั้นไขมันใต้ผิวหนังซึ่งจะแบ่งโดยผนังกั้นบางๆซึ่งประกอบด้วยเส้นใย  collagen และเส้นเลือด ทำให้ไขมันมี                 ลักษณะเป็นกลุ่มๆ (lobules) ชั้นนี้เป็นส่วนรองรับผิวหนังให้คงรูปร่างรับแรง






                 ***  นอกจากนี้  *** 


ผิวชั้นหนังแท้  :  

ยังประกอบไปด้วย คอลาเจน ( Collagen ) อีลาสติน ( Elasitn ) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความยืดหยุ่นของผิวพรรณ 


Collagen เป็นโปรตีนธรรมชาติในร่างกาย มีสารสำคัญ 2ชนิด คือ proteoglycan และ glycosamionglycans จัดเป็นโปรตีนเนื้อเยื่อเส้นใยชนิดหนึ่งที่มีความยืดหยุ่น เรียกว่า elastic fiber ซึ่งประกอบไปด้วย amino acid หลายชนิดที่สำคัญ ได้แก่ glycene prolene และ hydroxyprolene ที่มีความสำคัญยิ่งต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายมากมายเช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก กระดูกอ่อน ข้อ เหงือก ฟัน ตา หลอดเลือด ผิวหนัง และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับการยึดเหนี่ยว (ligaments)

หน้าที่
1. ช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง มีหน้าที่ในการป้องกันอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
2. เชื่อมอวัยวะต่างๆให้อยู่ด้วยกัน ทำให้มีความยืดหยุ่นดี เช่น ช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ขยับหรือเคลื่อนไหวไปมาไม่ติดขัดโดยเฉพาะจำเป็นต่อเนื้อเยื่อของกระดูกอ่อนบริเวณข้อในการรับน้ำหนักและขยับ เคลื่อนไหวไปมาในอิริยาบถต่างๆ เช่น เดินหรือวิ่ง เป็นต้น 
3. เป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ75 ของผิวหนังจึงเป็นตัวที่ช่วยให้ผิวหนังหรือผิวพรรณเกิดความชุ่มชื้น นุ่มนวล ดูสดใส กระชับและเต่งตึงขึ้น


Elastin   มีความคล้ายคลึงกับคอลลาเจนมาก แต่สามารถยืดได้มากกว่า จึงเป็นตัวทำให้ผิวหนังของเรามีความยืดหยุ่น อิลาสตินยังเป็นโครงสร้างสำคัญที่ยึดให้เซลล์ผิวเรียงตัวอย่างเหมาะสม อิลาสตินมีกรดอะมิโนที่สำคัญเป็นส่วนประกอบ 2 ตัวคือ เดสโมซีน (Desmosine) และไอโซเดสโมซีน (Isodesmosine) ซึ่งมีหน้าที่หลักคือทำให้ผิวยืดออกและหดกลับที่เดิม เมื่ออายุมากขึ้นอิลาสตินก็จะเสื่อมสภาพเราจึงเกิดริ้วรอยตามมา
หน้าที่
1.ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว
2.ป้องกันภาวะโรคกระดูกพรุน
3.ลดเลือนริ้วรอย
4.ชะลอความแก่
5.ผิวพรรณดูชุ่มชื้น


ที่ปรึกษาปัญหาสุขภาพ : LINE  ID blowbababa

มารู้จัก ระบบต่างๆ ในร่างกาย กันเถอะค่ะ

ระบบต่างๆในร่างกายทั้ง10ระบบ



ระบบร่างกายมนุษย์

ระบบร่างกายมนุษย์

โครงสร้างการทำงานของร่างกายมนุษย์

               ในการศึกษาทางจิตวิทยา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งการที่มนุษย์จะแสดงพฤติกรรมใด ๆ ออกมานั้นเป็นเพราะระบบการทำงานของร่างกาย ไม่ว่านักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้ามาเป็นระยะเวลายาวนานต่างมีความคิดเห็นตรงกันว่าร่างกายมนุษย์ สัตว์ หรือพืชทั้งหลายจะมีโครงสร้างที่ประกอบขึ้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจนกระทั่งถึงส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุด แต่ละส่วนจะมีการทำงานที่สัมพันธ์กัน โดยไม่มีส่วนใดที่สามารถทำงานอย่างอิสระยกเว้นเม็ดเลือด โดยประมาณได้ว่า 75 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายผู้ใหญ่ประกอบด้วยน้ำ ส่วนที่เหลือเป็นสารประกอบทางเคมี สารประกอบเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเซลล์ หลายร้อยชนิด ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของร่างกาย มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนพื้นโลก โดยเฉลี่ยแล้วร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ 80 – 100 ล้านล้านเซลล์แต่ละชุดจะถูกกำหนดให้มีการเจริญเติบโตและทำหน้าที่เฉพาะ โดยเซลล์ชนิดเดียวกันจะรวมตัวเป็นเนื้อเยื่อ (tissues) เนื้อเยื่อหลาย ๆ ประเภทเมื่อมาทำงานร่วมกัน เรียกว่าอวัยวะ (organ) แต่ละอวัยวะเมื่อทำงานร่วมกันเรียกว่าระบบ (system) อาจแสดงโดยแผนผังต่อไปนี้
ดังนั้น เมื่อเซลล์มารวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื่อพิเศษ เช่น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท กระดูก ฯลฯ เนื้อเยื่อเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเป็นอวัยวะและในที่สุดอวัยวะเหล่านี้จะถูกจัดสรรเป็นระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบต่อมต่าง ๆ และระบบประสาท เป็นต้นระบบต่าง ๆ ในร่างกายระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีการทำงานที่สัมพันธ์กันเพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ การทำงานของระบบภายในร่างกาย อาจจำแนกออกได้เป็น 10 ระบบ ดังนี้


1. ระบบผิวหนัง (Intergumentary System) ทำหน้าที่ห่อหุ้มปกคลุมร่างกาย ประกอบด้วยผิวหนัง (Skin) และอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงมาจากผิวหนัง เช่น ขน ผม เล็บ ต่อมเหงื่อ ต่อมน้ำมัน

2. ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) ทำหน้าที่ช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว

3. ระบบโครงกระดูก (Skeletal System) ทำหน้าที่ทำงานร่วมกับระบบกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายอีกด้วย

4. ระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulatory System) ทำหน้าที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และนำคาร์บอนไดออกไซด์กับของเสียจากเซลล์มาขับทิ้ง นอกจากนี้ ยังนำฮอร์โมนที่ผลิตได้จากต่อมไร้ท่อเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

5. ระบบหายใจ (Respiratory System) ทำหน้าที่รับออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายและนำคาร์บอนไดออกไซด์จากภายในออกมาขับทิ้งสู่ภายนอกร่างกาย โดยอาศัยระบบไหลเวียนโลหิตเป็นตัวกลางในการลำเลียงแก๊ส

6. ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ให้สัมพันธ์กันโดยทำงานร่วมกับระบบต่อมไร้ท่อนอกจากนี้ยังทำหน้าที่รับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก

7. ระบบต่อมต่าง ๆ (glands System) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน (hormone) ซึ่งเป็นสารเคมีและของเหลวโดยทำงานร่วมกับระบบประสาทในการควบคุมปฏิกริยาการเผาผลาญต่าง ๆ ในร่างกาย

8. ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เป็นสารอาหาร และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

9. ระบบขับถ่าย (Excretory System) ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการให้ออกจากร่างกาย

10. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System) ทำหน้าที่สืบทอด ดำรงและขยายเผ่าพันธุ์ ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์
















ที่ปรึกษาปัญหาสุขภาพ : LINE  ID blowbababa